ราวพุทธศักราช 1500 ประเทศไทย เราไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเหมือนที่เป็นอยู่ในขณะนี้ กลุ่มชนในดินแดนอินโดจีน ประกอบไปด้วย ชนเผ่าต่างๆ มากมายต่างอยู่อาศัยกันเป็นกลุ่มเล็ก กลุ่มน้อยตามสภาพของพื้นที่ และขนาดของประชากรมีการเกาะเกี่ยวกันบ้างด้วยระบบเครือญาติการสัญจร และการใช้อำนาจปกครอง
อาณาจักรศรีวิชัย เป็นอาณาจักรใหญ่ทางด้านตอนใต้ของแหลมอินโดจีนแพร่ขยายอาณาเขตลงไปจนถึงเกาะสุมาตราในอินโดนีเซีย (อ้างถึงบุโรพุทโธ) จวบจนเผยแผ่ศาสนาพุทธที่เจริญรุ่งเรืองในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช และการค้าทางทะเล ที่พ่อค้าชาวอินเดียอาศัยช่องทางการเดินเรือ จากมหาสมุทรอินเดีย ล่องมาถึงเมืองตักโกลา(อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา) สายหนึ่งและล่องเรือผ่านแหลมมลายู เข้าช่องแคบมะละกา มุ่งเข้าสู่อ่าวไทยอีกสายหนึ่ง ซึ่งเส้นทางสายเดินเรือนี้ เป็นเส้นทางที่ใช้ระยะเวลายาวนานอีกทั้งต้องรอฤดูกาล เพราะมรสุมที่พัดผ่านเว้นช่วงระยะเวลาหากวางแผนการเดินทางผิดพลาดต้องรอจนถึงข้ามปี ประกอบกับมีโจรสลัดชุกชุมเป็นจำนวนมาก
พ่อค้าชาวอินเดียและพระสงฆ์ที่ออกเผยแผ่ศาสนา มักเลือกใช้เส้นทางเมืองตักโกลา ชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินทางบนแหลมอินโดจีน ซึ่งเป็นเส้นทางลัด และไม่ต้องรอฤดูกาล สองฟากฝั่งของแหลมอินโดจีนบริเวณนี้ถูกแบ่ง เป็น2 ส่วนด้วยกัน ที่คั่นระหว่างฝั่งตะวันออก (อ่าวไทย) และตะวันตก(อันดามัน) ด้วยเทือกเขาบรรทัด
บนเทือกเขาบรรทัด เป็นแหล่งต้นน้ำที่แม่น้ำไหลลงทะเลด้านอันดามัน(ตะวันตก) ลัดเลาะป่าเขามาลงที่ปากน้ำตักโกลา(พังงา)และทางฝั่งตะวันออก แม่น้ำไหลลงทะเลฝั่งอ่าวไทยตามลำน้ำตาปี ที่เมืองไชยา(สุราษฎร์ธานี) การค้าและศาสนาจึงเริ่มต้น ณ จุดนี้ โดยผ่านเส้นทางข้ามภูเขาบรรทัดที่ใช้ระยะเวลาน้อยกว่าอ้อมแหลมมลายูที่ช่องแคบมะละกาจึงทำให้อาณาจักรศรีวิชัยเจริญรุ่งเรื่องเป็นอย่างมากจากทำเลที่ตั้งนี้เอง พ่อค้าอินเดียหลั่งไหลเข้ามาพร้อมพุทธศาสนา ทำให้เกิดอาณาจักรอันเกรียงไกรทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ศาสนาและวัฒนธรรม
อาณาจักรศรีวิชัยนั้นมีมาตั้งแต่เก่าก่อน (1000 ปีก่อนพุทธกาลสมัยพระเวท) โดยยอมรับและ สืบเนื่อง ศาสนา พราหมณ์ จวบจนศาสนาพุทธได้เจริญรุ่งเรืองแผ่ขยายเข้ามาแทนที่และสืบทอดจวบจนถึงปัจจุบัน พร้อมทั้งผสมผสาน ความเชื่อศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และกิจวัฒน์ประจำวันในการดำเนินชีวิตของสังคมการค้าการเดินเรือทั้งสองฝากฝั่งมหาสมุทรเป็นพันธมิตรที่ดีกับประเทศจีนในราชวงศ์ต่างๆ อย่างดียิ่ง ผ่านธุรกิจการค้า อีกทางด้านหนึ่ง สัมพันธ์ภาพกับชมพูทวีป (อินเดีย) ผ่านศาสนาศิลปวัฒนธรรมและอาณาจักรศรีวิชัย แห่งนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของพุทธศาสนาในประเทศไทยปัจจุบัน
แรกเริ่มเดิมที นครศรีธรรมราช เรียกตามคัมภีร์มิลินทปัญหา ว่าตามพรลิงค์ จดหมายเหตุเมืองจีนเรียกว่า ตั้งมาหลิ่งและภาษาบาลี เรียกว่า ตะมะลิง ซึ่ง น่าจะหมายความว่าตระกูลดำแดง ที่หมายถึงชนชาติที่มีผิวดำแดง ตามลักษณะ สีผิวของคนปักษ์ใต้
การผสมผสานทางความเชื่อและถือปฏิบัติติดต่อกันมาอย่างยาวนาน ระหว่างศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ ได้ลงรากลึกในความเชื่อของชาวปักษ์ใต้ ผ่านกระบวนการหลายๆทางด้วยกัน สิ่งหนึ่งที่ทำให้เห็นเด่นชัดเจน มากที่สุด คือ งานสาทรเดือนสิบ หรืองานบุญเดือนสิบ ตามแต่จะเรียก สิ่งที่คู่กันในงานบุญเดือนสิบ คือ วันชิงเปรต (แรม1 ค่ำถึงแรม 15 ค่ำเดือนสิบ) มนุษย์ทุกผู้ทุกคน กลัวความทุกข์ กลัวความตาย ไม่อยากตกนรกหมกไหม้ แม้ว่าจะตายไปแล้วก็ตาม มนุษย์อยากมีความสุข ความอุดมสมบูรณ์ อยากมีความรัก อยากขึ้นสวรรค์
มนุษย์ที่ทำบุญ ทำกรรมดี เมื่อตายไปแล้วจะไปเกิดในสวรรค์ (16 ชั้นฟ้า) แล้วแต่ผลกรรมที่ทำ ส่วนมนุษย์ที่ทำกรรมชั่วจะตกนรกภูมิ (15 ชั้นดิน) ตามกรรมที่ก่อนรก 15 ชั้นดิน นั้นเรียกขุม มีพระยายมราชเป็นใหญ่ ผู้ใดตายจากมนุษย์โลกต้องไปรายงานตัวที่พระยายมก่อน โดยมี สิริคุต ผู้ทำหน้าที่ บันทึก บัญชีบาปบุญ ของมนุษย์ชำระบัญชี แยกประเภทตามกรรมหนัก กรรมเบา ส่งต่อให้กับพนักงานยมโลก เรียกว่า นรกบ่าว 128 ขุม
เปรตภูมิ เป็นที่ซึ่งวิญญาณของผู้เป็นบาป ทำผิด แต่ความผิดไม่มากพอที่จะไปลงนรกภูมิ คือ เปรตภูมิ ที่ซึ่งเป็นดินแดนแห่งเปรต เปรต คือผีเลว ชนิดหนึ่ง ที่มีรูปร่างสูงโย่ง เท่าต้นตาล คอยาว จมูกกลวงโบ๋ ผอมโซ มีปากเล็กเป็นรูเข็ม แต่สามารถแลบลิ้นออกมาได้ยาว ฝ่ามือบานเท่าใบตาลพวกเปรต ผีเปรต นั้นจัดว่า เป็นพวกเศษนรก สัตว์นรกกะเลวราช ที่เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ได้กระทำความชั่ว อัปรีย์ชน แต่ไม่ได้ชั่วมากจนเกินไป จึงไม่ตกนรก แต่ต้องไปอยู่ในเปรตภูมิ ถ้าจะเทียบกับปัจจุบัน ก็น่าจะเท่ากับถูกจองจำเรือนจำจังหวัด ไม่ต้องเข้าคุกบางขวาง คิดว่าประมาณนั้น
ในทางคติพุทธมีเปรตสำคัญอยู่ 12 ตระกูล เรียกตามกำเนิดว่า เปรตวิสัย
1. เปรตเที่ยวแสวงหาดูดกินน้ำมูตรและน้ำลาย
2. เปรตเที่ยวกินซากอสุภที่ตาย เน่าเหม็นในที่ต่างๆ
3. เปรตเที่ยวกินคูต
4. เปรตเที่ยวกินเปลวเพลิง
5. เปรตปากเท่ารูเข็ม
6. เปรตที่ทรมานอดอยากอาหาร
7. เปรตที่มีร่างกายใหญ่
8. เปรตที่มีร่ายกายเปื้อนสกปรก
9. เปรตที่มีร่ายกายเท่าภูเขา
10. เปรตที่มีกายยาวเหมือนงูเหลือม
11. เปรตที่มีวิมานอยู่
12. เปรตที่มีฤทธานุภาพ อันเป็นอธิบดีแห่งเปรตทั้งหลาย
จากเปรต 12 ตระกูลที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเกี่ยวพันธ์กับงานสารทเดือนสิบ คือวันสารทเดือนสิบ เป็นวันที่ยมบาลอนุญาตให้เหล่าเปรต “ปรทัตตูปชีวีเปรต” ขึ้นมาเยี่ยมบุตรหลานขอส่วนบุญ กุศล เพื่อไปชดเชยกรรมชั่ว ซึ่งอยู่ระหว่างแรม 1ค่ำ ถึงแรม15ค่ำ ของเดือนสิบ บุตรหลานและครอบครัวของญาติที่สูญสิ้นไปแล้วนั้นจึงร่วมกันทำบุญกุศลไปให้ผู้ล่วงลับ เพื่อให้ผู้ล่วงลับได้ไปสู่สุขคติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำบุญวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ถือว่าเป็นวันใหญ่ผีเปรตทั้งหลายจะได้ส่วนบุญกุศลแรง คิดว่าน่าจะเหมือนการอภัยโทษใหญ่นั่นเอง ญาติ พี่น้อง พ้องเพื่อนทั้งหลายจึงทำบุญไปให้ซึ่งคาดว่าละลดบาปที่ทำไว้ให้เบาบางลง
คนที่เป็นมนุษย์โลกปัจจุบัน มีความกลัวที่หากตายแล้วจะไปสู่เปรตภูมิหรือตกนรกภูมิจึงพยายามทำบุญเพื่อไปสวรรค์ภูมิ ประกอบกับ ห่วงญาติพี่น้องที่สิ้นไปแล้วนั้นจะตกระกำลำบาก เนื่องจากไม่รู้ว่าจะได้ขึ้นสวรรค์ หรือ ลงนรก จึงทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ และวันที่ได้กุศลแรง ลดหย่อนบาปได้มาก เหมือนกับอภัยโทษ ก็คือวันบุญเดือนสิบ อุปกรณ์สิ่งของที่ทำบุญส่งผลให้เปรตได้รับการลดหย่อนบาป ทำการจัดสำรับ เรียกว่า หมรับ เพื่อถวายพระสงฆ์ ในหมรับประกอบไปด้วย พืช ผัก ผลไม้ และขนมเดือนสิบ ขนมเดือนสิบประกอบไปด้วยขนม 5 อย่าง คือ
1. ขนมพอง แทน แพสำหรับใช้ล่องข้ามห้วงมหรรณพ
2. ขนมลา แทน เครื่องนุ่งห่ม แพรพรรณ
3. ขนมกง หรือขนมไข่ปลา แทนเครื่องประดับ
4. ขนมดีซำ แทน เงินสำหรับใช้จ่าย
5. ขนมบ้า แทนลูกสะบ้าสำหรับผู้ล่วงลับไปแล้ว ใช้เล่นสนุกสนาน
ช่วงเช้าพวกผู้ใหญ่จะเข้าไปโบสถ์ไปทำพิธีทางศาสนา ฟังเทศน์ฟังธรรม ส่วนบริเวณบอกโบสถ์ จะจัดทำ นั่งร้าน(ศาลา) ชิงเปรต นั่งร้านสูงจากพื้นประมาณ1 เมตร ให้ผู้ร่วมงาน ชิงสิ่งของที่เอาไปวางไว้บนศาลา ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วย ผลไม้ เสื้อผ้า ขนมเดือนสิบ และเงิน ลูกหลานเด็กๆจะเข้าชิงด้วยความสนุกสนานโดยมีความเชื่อว่า สิ่งของเหล่านั้นเป็น สิริมงคลในขณะเดียวกันบริเวณรอบนอกของวัดจะจัดและตั้งสิ่งของไว้บนดินเพื่อให้เปรตไร้ญาติ เปรตกะเลวราช เปรตชั้นเลว เปรตชั้นสวะ เปรตที่เข้าวัดไม่ได้มารับส่วนแบ่งไปใช้ในเปรตภูมิ ถือว่าเป็นการแบ่งปันให้พวกเปรตสวะไร้ญาติทั้งหลายได้ใช้ด้วย
สิ่งที่มาพร้อมการชิงเปรตและงานบุญเดือนสิบ คือประเพณีการขอทาน ของชาวเล (ปัจจุบันเรียกชาวไทยใหม่และสมเด็จย่าพระราชทานนามสกุลให้ 5 สกุล คือ หาญทะเล ประมงกิจ ทะเลลึก ช้างน้ำและชาวน้ำ ชาวเลนั้น เป็นคำที่ชาวปักษ์ใต้ฝั่งอันดามันเรียกขานคนเหล่านี้ ชาวเลในความหมายของคนถิ่นฝั่งอันดามัน เราแยกได้ 3 กลุ่ม คือ
1. กลุ่ม ชาวเล อูรักลาโว้ย (Urak lawai) อาศัยอยู่บริเวณ จ.ภูเก็จ กระบี่ ตรัง
2. กลุ่มชาวเล มอแกน (Moken) หรือสิงทะเล อาศัยอยู่บริเวณ จ.พังงา ภูเก็ต กระบี่
3. กลุ่มชาวเล มอแกลน(Moklen) หรือสิงบก อาศัยอยู่บริเวณ จ.พังงา ภูเก็ต พม่า(เรียกว่า ซลัง)
เป็นที่เล่าขานกันมาว่าบรรพบุรุษของชาวเลนั้นเดิมที อาศัยอยู่ที่ ฆูนุงฌีรัย คือภูเขาเคดาห์ ในรัฐไทรบุรีแล้วอพยพเรื่อยมา จากคนภูเขาก็หากินกับทะเลกลายเป็นชาวเล ในปัจจุบัน ในเทศกาลงานบุญเดือนสิบ จะตรงกับพิธีกรรมและความเชื่อ ของชาวเล คือวันที่ทางโลกที่สามจะเปิดโลกดวงวิญญาณของบรรพบุรุษลงมายังโลกมนุษย์เพื่อมารับสิ่งของและผลบุญที่ทางลูกหลานทำให้ แต่ในสมัยก่อนชาวเลมีฐานะยากจนมาก จึงต้องไปขอทานจากชาวบ้านเพื่อมาใช้ในการประกอบกิจกรรม และปฏิบัติกันอย่างนั้นตลอดมาทุกครอบครัว ถ้าไม่ทำนั่นหมายถึงการเผชิญหน้ากับความตายจากผีบรรพบุรุษลงโทษ (งานสารทเดือนสิบ พญายมเปิดประตูนรก ตามความเชื่อ คนไทยพุทธ ชาวเลซึ่งเดิมนั้นนับถือ ผีแต่ก็มีวันที่ตรงกันตามความเชื่อเป็นวันเปิดโลกดวงวิญญาณบรรพบุรุษ)ในการมาขอทานนั้นแม้ว่าชาวเลจะยากจน แต่ก็มีน้ำใจในการมอบ และตอบแทนจากผู้ให้ด้วย เช่นปะการัง เปลือกหอย และไม้ปล้อง(ไม้ซาง)
เมื่อพูดถึงไม้ปล้อง คนที่เป็นชาวเลใช้อาวุธอย่างนี้อย่างไร ในเมื่อไม้ปล้องนั้นเป็นอาวุธหลักของเงาะป่าซาไก (ซาแก ในภาษามาละยู) และชาวเลก็อยู่ริมทะเลไม่ได้อยู่บนบก หรือภูเขา ชาวเล หามาได้อย่างไร ซึ่งเป็นข้อสงสัย แม้แต่ชาวบ้านธรรมดาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า(ไม้ไผ่แบบนี้หามาจากไหน ไม้ไผ่ที่แต่ละข้อ แต่ละปล้องนั้นยาวมาก)
รูปลักษณ์ ท่าทาง สีผิว เครื่องมือ เครื่องใช้ การทำมาหากิน ระหว่าง ซาแก ชาวเล และชาวเรา ดูทั่วไปเห็นจะไม่แตกต่างกัน แตกต่างกันที่ถิ่นที่อยู่อาศัย แต่ที่รู้คือไม้ปล่องกับไม้ซางคืออาวุธชนิดเดียวกัน เหมือนกัน
ซาไก เป็นมนุษย์โบราณ ประมาณ 1,500-10,000 ปีมาแล้ว รูปร่างเตี้ย มีตัวดำ ฝีปากหนา ท้องป่อง น่องสั้นเรียว ผมหยิก อยู่กระจายเป็นกลุ่มเล็กๆในรัฐเคดาห์ มาเลเซีย นิวกินี ฟิลิปปินส์และหมู่เกาะอันดามัน เรียกตนเอกว่า มันนิ คนไทยเรียกเงาะป่า มาเลเซีย เรียกซาแก หรือ โอรังอัสลี (Orang asli) ในประเทศไทยกระจายอยู่บริเวณจังหวัด พัทลุง ตรัง สตูล และยะลา ชาวบ้านเรียกเงาะ และแบ่งเงาะในประเทศไทยเป็น สอง พวก คือ
1.ซาไกตันหยง (ซาไกอยู่ที่ป่า)
2.ซาไกบูเกต (ซาไกที่อยู่บนเขา)
สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ พระราชทานนามสกุลให้กับเงาะซาไกที่อำเภอธารโตจังหวัดยะลา ว่าศรีธารโตพูดถึงงานเดือนสิบ เกี่ยวกับชาวเล ชาวเลสัมพันธ์กับซาแก ที่มีรูปร่าง ลักษณะดำ ผมหยิก ใช้ไม้ซาง ไม้ปล้อง เป็นอาวุธ แหล่งที่มาจากภูเขา ฆูนุงฌีรัย ในรัฐเคดาห์แห่งเดียวกัน ชื่อที่เรียกตัวเอง ชาวเล เรียกอูรักลาโว้ย ซาแกเรียก โอรังอัสลี ที่แปลว่าคนหรือมนุษย์เหมือนกัน
ชาวปักษ์ใต้ท้องถิ่นเดิมในอาณาจักรศรีวิชัย เรียกในภาษาบาลีว่าตะมะลิง ที่แปลว่าคนผิวดำแดง คนปักษ์ใต้ได้รับอารยะธรรม และศาสนาที่ส่งผ่านมานับพันปี แต่ความเชื่อที่ฝังรากลึก บาปบุญ คุณโทษ กุศล ผลกรรม การแผ่ส่วนบุญกุศล การนับถือจิตวิญญาณภูตผี เปรต ไม่แตกต่างจากชาวเล และซาแก วันเวลา เมื่อผ่านพ้นไปความแตกต่างเริ่มมีช่องว่างให้เห็นจนเข้าใจว่าคนละพวก แต่ในทางที่จริงแล้วพวกเดียวกัน เผ่าเดียวกัน หรือไม่? ใครช่วยศึกษาเพิ่มเติมทางมนุษย์วิทยาให้สักครั้งเป็นการดีอย่างน้อยที่สุดจะทำให้เราได้เข้าใจ รู้ ในความเป็นมา รากเหง้า ภูมิหลังอย่างถ่องแท้ เพื่อที่จะนำไปสู่การสร้างความเข้าใจ ช่วยเหลือเกื้อกูล ความรัก ความสามัคคี ความเป็นเครือญาติ ความเป็นพี่ เป็นน้อง ความปรองดองที่จะอยู่อาศัยบนผืนแผ่นดิน อันอบอุ่นนี้ต่อไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น